Sun Mon Tue Wed Thu Fri Sat
1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
Login

ฝ่ายประเมินผล

ปัจจัยความสำเร็จ : การเชื่อมโยงการพัฒนาระบบ SEPA กับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

 

                                        ในการผลักดัน และขับเคลื่อนการพัฒนารัฐวิสาหกิจของประเทศซึ่งดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน โดยสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ซึ่งมีการวางเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจให้เป็นองค์กรที่มีความเป็นเลิศ และมีขีดสมรรถนะสูง (High Performance) ตลอดจนมุ่งเน้นการทำงานเพื่อผลสัมฤทธิ์ตามภารกิจ นโยบายรัฐวิสาหกิจ SOD Strategic Challenges ฯลฯ ด้วยเป้าหมายและภารกิจข้างต้น นั้น การมีพื้นฐานของการใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นกรอบในการคิด การวางแผน และการปฏิบัติงาน ดังจะเห็นได้จาการมุ่งเน้นและให้ความสำคัญกับหลักของความมีเหตุผลที่เลือกใช้ระบบ SEPA สำหรับการพัฒนารัฐวิสาหกิจมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551 โดยมองเห็นว่าระบบ SEPA จะเป็นกลไกที่สามารถบูรณาการการพัฒนารัฐวิสาหกิจในภาพรวมได้อย่างดียิ่ง รวมทั้งการมุ่งเน้นถึงการสร้างภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีกับรัฐวิสาหกิจ เพื่อการดำเนินงานพัฒนาระบบ SEPA ที่สอดคล้องตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยให้รัฐวิสาหกิจนำระบบ SEPA ไปปรับใช้และพัฒนาการทำงานตามภารกิจหน้าที่ของตนเอง                                              
                                          การน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Economy) มาประยุกต์ใช้ เพื่อเป็นแนวทางและหลักคิดที่สำคัญ สำหรับการดำเนินงานพัฒนาคุณภาพรัฐวิสาหกิจตามระบบ SEPA โดย
                                         (1)   กระบวนการเริ่มต้นโดยการเสริมสร้างฐานความรู้ให้เกิดขึ้นกับบุคลากรของรัฐวิสาหกิจทุกคนก่อน ด้วยมีจุดประสงค์ เพื่อเป็นการปูพื้นฐานความรอบรู้เกี่ยวกับหลักวิชาการต่างๆ ทั้งจากตัวระบบ SEPA และความรอบรู้เกี่ยวกับกระบวนการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจ พร้อมทั้งรับรู้และเข้าใจถึงสภาวะการณ์ของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับรัฐวิสาหกิจ ทั้งที่มีสาเหตุจากปัจจัยภายในและภายนอก โดยกระบวนการเสริมสร้างฐานความรู้ที่สำคัญนั้น รัฐวิสาหกิจควรกำหนดกลไกการผลักดัน ด้วยการเสริมสร้างพลังความรอบรู้เกี่ยวกับหลักวิชาการและกระบวนการทำงานทั้งหมดของเครื่องมือของระบบ SEPA ให้เกิดขึ้นกับบุคลากร  2 กลุ่ม คือ
                                                         (1.1) กลุ่มที่มีความรู้และประสบการณ์ในการดำเนินงานพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการในระบบ SEPA โดยการทบทวนความรู้และเสริมสร้างความเข้าใจถึงกระบวนการดำเนินงานตามเกณฑ์ระบบ SEPA ที่ถูกต้องจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้วยการเข้ารับการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันภายในและภายนอกหน่วยงาน จนสามารถเป็นพี่เลี้ยงเพื่อการถ่ายทอด สอนงาน และให้คำปรึกษากับบุคลากรทั้งในหน่วยงานและนอกหน่วยงานที่ขาดความรู้ ความเข้าใจในการดำเนินงานตามเกณฑ์ของระบบ SEPA ได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพสูงสุด
                                                         (1.2) กลุ่มที่ไม่มีความรู้และประสบการณ์เพียงพอสำหรับการดำเนินงานตามเกณฑ์ระบบ SEPA นั้น ให้เสริมสร้างทักษะ ความรอบรู้ โดยเข้ารับฟังการถ่ายทอดความรู้จากอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างต่อเนื่องและจริงจัง ตลอดจนนำความรู้ที่ได้รับมาสู่การทบทวนด้วยการลงมือปฏิบัติจริง รวมทั้งแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์ที่สูงกว่าภายในหน่วยงานอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจที่ชัดเจนตรงกัน ทั้งหน่วยงานสามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างถูกต้องและเกิดผลอย่างสูงสุดไปในแนวทางเดียวกัน ซึ่งกระบวนการเสริมสร้างความรอบรู้ในเรื่องเกณฑ์ในระบบ SEPA ที่เน้นในบุคลากรทุกระดับในองค์กรนั้น มีจุดประสงค์หลักสำคัญ คือ เพื่อวางรากฐานความรู้ขั้นแรก ที่จะเป็นพลังผลักดันให้การดำเนินงานขั้นที่สองและขั้นต่อๆ ไปประสบความสำเร็จ โดยเมื่อบุคลากรทุกคนในองค์กรเกิดความรอบรู้ในเกณฑ์ระบบ SEPA ที่ถูกต้องตรงกันแล้ว จะสามารถทำให้เกิดความรอบคอบที่จะนำความรู้ที่ได้รับเหล่านั้นมาพิจารณาดำเนินการตามเกณฑ์ในระบบ SEPA ในแต่ละขั้นตอนได้อย่างเชื่อมโยง สามารถวางแผนการดำเนินงานได้อย่างสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลต่อไป
                                           ในขณะเดียวกันองค์กรได้เสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของบุคลากรในองค์กรทุกคนให้มีจิตสำนึกในเรื่องของคุณธรรม อาทิ ความซื่อสัตย์สุจริต ความอดทน ความสามัคคี ความมีสติปัญญา และความเอื้ออาทร แบ่งปันความรู้ร่วมกันในการดำเนินการตามเกณฑ์ในระบบ SEPA รวมทั้งร่วมกันวางแผนดำเนินงานปรับปรุง เพื่อการพัฒนาองค์กรให้มีสมรรถนะสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

                                           (2)   เมื่อฐานความรู้และคุณธรรมได้ถูกปลูกฝังและสรรค์สร้างให้เกิดขึ้นกับบุคลากรในองค์กรทุกคนแล้ว จะเป็นแรงผลักดันและส่งเสริมให้กระบวนการดำเนินงานตามเกณฑ์ระบบ SEPA ในแต่ละขั้นภายใต้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเกิดขึ้นได้อย่างสอดคล้องตามหลักของ 3 ห่วง คือ ความมีเหตุผล ความพอประมาณ และการมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี
                                            โดยการดำเนินงานตามเกณฑ์ระบบ SEPA ภายใต้หลักความมีเหตุผลนั้น จะต้องมุ่งเน้นในทุกขั้นตอน ซึ่งเริ่มต้นด้วยการเรียนรู้เกณฑ์ระบบ SEPA  อย่างมีเหตุผล คือการศึกษาและทำความเข้าใจอย่างรอบคอบ โดยผ่านการวางแผนและการทบทวนการเรียนรู้เกณฑ์ระบบ SEPA อย่างเป็นขั้นตอน เพื่อศึกษาและเข้าใจทุกรายละเอียดอย่างเพียงพอ สามารถนำไปสู่การลงมือปฏิบัติได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ คือ รู้หลักวิชาการ    รู้กระบวนการประยุกต์ใช้เกณฑ์ระบบ SEPA ในภาพรวมทั้งหมด สามารถตอบคำถามการประเมินตนเองได้อย่างสอดคล้อง รวมทั้ง ดึงจุดแข็งและโอกาสที่ต้องปรับปรุงขององค์กรออกมาแก้ไขพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นได้อย่างสมบูรณ์ครบถ้วน
                                             การสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นกับบุคลากรในองค์กรอย่างมีส่วนร่วม เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่มีความสำคัญ คือส่งเสริมและกระตุ้นให้บุคลากรทุกระดับได้มีโอกาสศึกษาและได้ทบทวนความรู้ที่ได้รับมาร่วมกัน ผ่านกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สามารถนำไปสู่การปฏิบัติจริงได้อย่างถูกต้องและมีคุณภาพ  รวมทั้งเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในตัวของทั้งบุคลากรและองค์กร สามารถพร้อมรับผลกระทบและความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

                                           (3)  หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
                                                  เมื่อกระบวนการเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการดำเนินงานตามเกณฑ์ SEPA ภายใต้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเกิดขึ้นได้อย่างสอดคล้องตามหลักของ 3 ห่วง คือ การมีเหตุมีผล ความพอประมาณ และการมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีเกิดขึ้นแล้วนั้น ขั้นตอนที่ต้องดำเนินการต่อไป คือการดำเนินงานตามเกณฑ์ SEPA ที่ต้องเริ่มต้นด้วยการสร้างการมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาองค์กรตนเอง โดยให้บุคลากรในทุกระดับร่วมรับผิดชอบการดำเนินงานตามเกณฑ์ SEPA ด้วยการเป็นคณะทำงานพัฒนาระบบคุณภาพรัฐวิสาหกิจ ซึ่งการแบ่งงานเพื่อกำหนดผู้รับผิดชอบในงานแต่ละส่วนนั้น ต้องเน้นและให้ความสำคัญถึงความสอดคล้องกับขีดสมรรถนะความสามารถของบุคลากรแต่ละระดับเป็นสำคัญ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว ที่จะส่งเสริมและผลักดันให้บุคลากรแต่ละระดับสามารถลงมือปฏิบัติงานตามเกณฑ์ SEPA ได้อย่างถูกต้องและเกิดประสิทธิภาพสูงสุดด้วยตนเอง รวมทั้งการแบ่งงานนั้นจะช่วยสร้างการมีภูมิคุ้มกันทางความรู้ในการดำเนินงานตามเกณฑ์ SEPA ที่ชัดเจนและถูกต้องมากยิ่งขึ้น คือบุคลากรแต่ละระดับได้นำความรู้และทักษะที่ได้รับมาไปประยุกต์ใช้จริงด้วยตนเอง พร้อมกับการเรียนรู้ร่วมกันกับบุคลากรในหน่วยงานอย่างจริงจังและต่อเนื่องแล้วนั้น จะช่วยทำให้เกิดทักษะและความเข้าใจในเกณฑ์การดำเนินงานของ SEPA เพิ่มมากยิ่งขึ้น รวมทั้งเกิดประสบการณ์ที่เป็นความสำเร็จและความล้มเหลวซึ่งสามารถนำมาปรับปรุงแก้ไขและพัฒนาร่วมกันกับบุคลากรในหน่วยงานต่อไป เพื่อให้สามารถพร้อมรับกับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงทั้งในด้านเกณฑ์ SEPA และปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต
                                                  การดำเนินงานประเมินตนเองตามข้อคำถามทั้งหมดทุกข้อในเกณฑ์ SEPA นั้นจะต้องใช้หลักของความมีเหตุผลเป็นหัวใจสำคัญ คือ เมื่อมีความรู้ และทักษะในเรื่องของการตอบคำถามเกิดขึ้นชัดเจนแล้วนั้นสิ่งสำคัญและต้องดำเนินงานต่อไป คือจะต้องสามารถมองความเชื่อมโยงของข้อคำถามที่เป็นเหตุและผลสนับสนุนกัน เช่น ต้องคำนึงถึงความเชื่อมโยงจากลักษณะสำคัญขององค์กรไปสู่การดำเนินงานในแต่ละเกณฑ์ในหมวด 1-6 และความเชื่อมโยงระหว่างหมวด ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของเกณฑ์ที่จะแสดงให้เห็นถึงการบูรณาการของการบริหารจัดการที่ดี  เป็นต้น โดยการตอบคำถามในหมวด 1-6 มีจุดประสงค์ที่จะวินิจฉัยกระบวนการ     ที่สำคัญทั้งในด้านการนำขององค์กร การวางแผน  ผู้รับบริการผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การวิเคราะห์และการจัดการความรู้ การจัดการทรัพยากรบุคคล  และการจัดการกระบวนการ ส่วนหมวด 7 นั้น เน้นการแสดงถึงการรายงานด้านผลลัพธ์ที่มีประสิทธิผลและสมบูรณ์  ซึ่งข้อคำถามทั้งหมดนั้นจะมีความสัมพันธ์เชิงเหตุผล คือคำถามในหมวด 1-6 จะแสดงถึงเหตุที่ต้องวิเคราะห์และดำเนินงานให้เกิดผลลัพธ์อย่างมีประสิทธิภาพในหมวด 7 นอกจากนี้ภายในหมวด 1-6 ยังมีความสัมพันธ์เชิงเหตุผลเชื่อมโยงซึ่งกันและกันด้วย ดังนั้นการตอบคำถามเพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงเป็นเหตุเป็นผลกันนั้น จะต้องสร้างกลไกการตอบข้อคำถามร่วมกันขึ้นมา คือ การตอบคำถามผ่านเวทีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อรับฟังแนวความคิดและการมองคำถามเพื่อหาคำตอบที่เชื่อมโยงถูกต้องและเป็นจริงร่วมกัน โดยการวิเคราะห์และตอบคำถามบนพื้นฐานของสภาพการณ์ที่เป็นจริงของหน่วยงานที่ดำเนินงานผ่านมา พร้อมกับยอมรับผลที่ได้จากการประเมินตนเองและร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปรับปรุงเพื่อพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นต่อไป

                                                  นอกจากการใช้หลักของความมีเหตุผลในการดำเนินงานตามเกณฑ์ SEPA แล้วนั้น สิ่งสำคัญประการหนึ่งคือ การรู้จักความพอประมาณ ซึ่งบุคลากรทุกระดับในองค์กรต้องให้ความสำคัญและยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติร่วมกัน โดยการรู้จักพอดีในการทำงานไม่เร่งหรือพยายามทำให้เสร็จเร็วจนเกินไป โดยขาดการวางแผน ขาดการวิเคราะห์ข้อคำถาม คือตอบคำถามโดยยึดถือความคิดของตนเองเป็นหลักว่าควรเป็นแบบนั้นแบบนี้หรือคาดเดาเอาเอง ขาดสติควบคุม เน้นและมุ่งหวังเพื่อให้งานสำเร็จเร็วเพียงอย่างเดียว รวมทั้งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในการทำงานร่วมกันจะต้องทำอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง  เพื่อสร้างความสมดุลในการทำงาน ไม่ให้เกิดการชะงักหรือเกิดความไม่ต่อเนื่องของการทำงาน ซึ่งจะเป็นปัญหาสำหรับการดำเนินงานที่ต้องเสียเวลากลับมาทบทวนการดำเนินงานที่ผ่านมาซ้ำๆ เพื่อให้สามารถเชื่อมต่องานได้ นอกจากนี้ การตอบคำถามควรรู้จักความพอดีไม่ตอบคำถามโดยเกินความเป็นจริงจากการทำงานของหน่วยงาน เพื่อเป็นภูมิคุ้มกันที่ดีในการได้ผลการประเมินตนเองที่สะท้อนการทำงานของหน่วยงานอย่างแท้จริงและทำให้เกิดการเห็นจุดแข็งและโอกาสในการปรับปรุงอย่างถูกต้องตรงจุด
                                                  โดยสรุปกระบวนการดำเนินงานตามเกณฑ์ระบบ SEPA ในแต่ละขั้นตอนภายใต้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนั้น จะต้องอาศัยการเรียนรู้อย่างพอเพียงที่เริ่มต้นจากการสร้างฐานความรู้ในหลักวิชาการต่างๆที่ต้องนำมาปรับใช้ในการทำงานพร้อมกับการสร้างจิตสำนึกด้านคุณธรรมเพื่อการทำงานที่ดี คือรู้จักความสามัคคี ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แบ่งปันความรู้ร่วมกัน และที่สำคัญคือความมีสติปัญญาเป็นเครื่องกำกับการดำเนินงานตลอดเวลา เพื่อเป็นภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีไม่ให้ทำงานอย่างขาดสติ ซึ่งจะส่งผลทำให้ผลผลิตและผลลัพธ์ของงานออกมาอย่างไม่มีคุณภาพและไม่สอดคล้องตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ โดยการสร้างฐานความรู้และฐานคุณธรรมนั้น ควรกระตุ้นและส่งเสริมให้เกิดขึ้นกับบุคลากรในทุกระดับอย่างเท่าเทียมและพอดีกับขีดสมรรถนะความสามารถของแต่ละบุคคล เพื่อไม่สร้างภาระงานและการตัดสินใจที่มากจนเกินความสามารถ ซึ่งอาจส่งผลทำให้บุคลากรเกิดความกดดันและหมดกำลังใจในการทำงาน รวมทั้งผลผลิตของงานในภาพรวมออกมาไม่มีคุณภาพเท่าที่ควร  ดังนั้นเมื่อบุคลากรมีความรู้ ความเข้าใจและมีคุณธรรมเพื่อการทำงานที่ดีเกิดขึ้นแล้วนั้น ในขั้นต่อไปคือการนำความรู้ไปสู่การปฏิบัติจริงเพื่อการประเมินหน่วยงานตามเกณฑ์ระบบ SEPA ที่สอดคล้องตามหลักของ 3 ห่วง คือความมีเหตุผล ความพอประมาณ และการมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี   เพื่อให้เกิดผลผลิตหรือผลลัพธ์ของงานที่มีประสิทธิภาพและคุณภาพอย่างสูงสุด ซึ่งกระบวนการดำเนินงานทั้งหมดนี้จะต้องอาศัยการเรียนรู้ที่เพียงพอและการร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้การทำงานร่วมกันอย่างจริงจังและต่อเนื่อง พร้อมยอมรับผลที่เกิดขึ้นจากการประเมินตนเอง และร่วมหาแนวทางแก้ไขปรับปรุงพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นต่อไป
                                                  IRDP มีความตระหนักในการสื่อสารทำความเข้าใจกับรัฐวิสาหกิจ เพื่อกระตุ้น ผลักดันให้รัฐวิสาหกิจดำเนินงานตามเกณฑ์ระบบ SEPA อย่างต่อเนื่องภายใต้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่องค์กรชั้นนำในประเทศได้น้อมรับถือปฏิบัติ อีกทั้ง เป็นที่ยอมรับในระดับสากลอีกด้วย

แผนภาพ การพัฒนาระบบ SEPA ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง


01/06/2014
Posted By: Administrator
ส่งให้เพื่อน สั่งพิมพ์