Sun Mon Tue Wed Thu Fri Sat
1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
Login

ฝ่ายประเมินผล

การตรวจประเมินองค์กร

การตรวจประเมินองค์กร

            ตามที่สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ได้นำระบบการประเมินคุณภาพรัฐวิสาหกิจ (State Enterprise Performance Appraisal : SEPA) เข้ามาประยุกต์ใช้ในรัฐวิสาหกิจ โดยอิงเกณฑ์และวิธีประเมินตนเองของรางวัลคุณภาพแห่งชาติ (Thailand Quality Award : TQA) เพื่อยกระดับการบริหารจัดการของรัฐวิสาหกิจให้เข้าสู่มาตรฐานสากลและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ทั้งนี้รัฐวิสาหกิจของไทยมีการพัฒนาองค์กรมาอย่างต่อเนื่องและผ่านการตรวจประเมินในรูปแบบต่างๆ ทั้งการตรวจประเมินตามระบบประเมินผลการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจ การตรวจประเมินเพื่อขอการรับรองตามระบบมาตรฐานสากล ISO Series ต่างๆ ที่มีหลากหลายมาตรฐาน การตรวจประเมินโดยหน่วยงานภาครัฐที่กำกับดูแล รวมถึงการใช้ระบบการประเมินตนเองตามแนวทางเกณฑ์รางวัลคุณภาพแห่งชาติที่รัฐวิสาหกิจบางแห่งได้ศึกษาและนำมาใช้ประเมินตนเองก่อนหน้าที่จะใช้ระบบ SEPA

            การตรวจประเมินในแต่ละแบบ จะมีสาระสำคัญตามวัตถุประสงค์ของการตรวจประเมินนั้นๆ  รัฐวิสาหกิจจึงควรทำความเข้าใจหลักการและวิธีการตรวจประเมินในแต่ละแบบ เพื่อให้การนำมาประยุกต์ใช้เกิดประโยชน์ ไม่เกิดความสับสนในการปฏิบัติ สามารถพัฒนาระบบบริหารจัดการได้ตามที่ต้องการ แนวทางการตรวจประเมินที่สำคัญในแต่ละแบบ สรุปได้ดังนี้

1.       การตรวจประเมินตามแนวทาง TQA องค์กรที่ประยุกต์ใช้จะทำการประเมินตนเอง เพื่อหาจุดแข็ง (Strength) และโอกาสในการปรับปรุง (Opportunity for Improvement) รวมถึงจัดทำแผนพัฒนาปรับปรุงองค์กรเพื่อเป็นแนวทางในการแก้ไขและปรับปรุงประเด็นที่พบ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ยื่นสมัครขอรับรางวัล องค์กรก็จะได้ประโยชน์จากการประเมินตนเองและนำไปสู่การปรับปรุงองค์กรได้ แต่หากองค์กรใดต้องการยื่นสมัครขอรับรางวัล ก็จะเขียนรายงานวิธีการและผลการดำเนินงาน (Application Report) ส่งให้สำนักงานรางวัลคุณภาพแห่งชาติ เพื่อให้ TQA Assessor ใช้ในการประเมินระบบการบริหารจัดการ โดยผู้สมัครจะได้รับรายงานป้อนกลับ (Feedback Report) ที่ระบุจุดแข็งและโอกาสในการปรับปรุง พร้อมกับระดับของช่วงคะแนน เพื่อนำไปเป็นข้อมูลในการปรับปรุงระบบบริหารจัดการของตนเอง หากคะแนนถึงเกณฑ์ที่จะได้รับรางวัล ก็จะมีการเข้ามา Site visit  ของทีม TQA Assessor ตามกระบวนการตรวจประเมินของ TQA เพื่อพิจารณารางวัลต่อไป

2.       การตรวจประเมินเพื่อขอการรับรองตามมาตรฐาน ISO ผู้ตรวจประเมินของหน่วยงานที่ให้การรับรอง (Certified Body : CB) จะเข้ามาที่องค์กร เพื่อตรวจสอบความสอดคล้องของการทำงานกับข้อกำหนดของมาตรฐาน ISO และมาตรฐานการทำงานขององค์กร (Quality Manual, Procedure, Work Instruction) ที่กำหนดไว้ ผู้ตรวจประเมิน (Auditor) จะเข้าไปสุ่มตัวอย่างการปฏิบัติที่พื้นที่ปฏิบัติงาน ขอสุ่มดูเอกสาร หลักฐานต่างๆ ในจำนวนที่เพียงพอที่จะทำให้มั่นใจได้ว่ามีการปฏิบัติที่ตรงตามมาตรฐาน การรายงานผลการตรวจประเมินจะไม่แสดงเป็นระดับคะแนน โดยจะเป็นการรายงานผลว่าผ่านหรือไม่ผ่านการรับรอง รวมถึงการแจ้งข้อบกพร่อง (Non conformity : NC) และข้อสังเกต (Observation : Obs.) เพื่อให้องค์กรนำไปทำการแก้ไขปรับปรุงต่อไป

3.       การตรวจประเมินตามระบบ SEPA ระบบนี้จะเป็นการผสมสานกันของ 2 ระบบที่กล่าวมา โดยผู้ตรวจประเมินจะตรวจเอกสารจากรายงานผลการดำเนินการ (Organizational Performance Report : OPR) รายงานการประเมินองค์กรด้วยตนเอง (Self Assessment Report : SAR) และแผนพัฒนาปรับปรุงองค์กร (OFI Roadmap) ที่รัฐวิสาหกิจจัดทำ ร่วมกับการเข้ามาสัมภาษณ์ สอบถามในประเด็นที่ยังไม่ชัดเจน ขอดูตัวอย่างจริงประกอบการประเมิน ซึ่งผลการประเมินจะไม่ได้ขึ้นกับการเขียนรายงานเพียงอย่างเดียว จะดูที่การปฏิบัติจริงด้วย บางครั้งในรายงานเขียนไว้ไม่ละเอียด ไม่ชัดเจน แต่เมื่อผู้ตรวจประเมินเข้ามาสอบถามข้อมูลเพิ่มและรัฐวิสาหกิจสามารถตอบได้  สามารถแสดงให้เห็นถึงความเป็นระบบและมีประสิทธิผลของกระบวนการ มีหลักฐานว่าได้ปฏิบัติจริง ก็จะได้คะแนนในส่วนนั้น ผู้ตรวจประเมินจะรายงานผลโดยใช้รายงานป้อนกลับ (Feedback Report) ซึ่งจะระบุคะแนนที่ได้รับ จุดแข็ง และโอกาสในการปรับปรุง เพื่อให้รัฐวิสาหกิจนำไปใช้ในการพัฒนาองค์กรต่อไป

จะเห็นว่าการตรวจประเมินในแต่ละแบบจะมีทั้งความเหมือนและความแตกต่างกันอยู่บ้าง โดยผู้เขียนขอสรุปประเด็นสำคัญเปรียบเทียบในการประเมินแต่ละแบบ ดังนี้

1.       TQA ตรวจประเมินและให้คะแนนทั้งหมวดกระบวนการและหมวดผลลัพธ์ (คะแนนเต็ม 1,000 คะแนน) แต่ SEPA ตรวจประเมินและให้คะแนนหมวด 1-6 เท่านั้น (คะแนนเต็ม 600 คะแนน) ไม่ได้ให้คะแนนหมวด 7 แต่จะดูผลของหมวด 7 เพื่อประกอบการประเมินในหมวด 1-6 สำหรับระบบมาตรฐาน ISO จะไม่มีการให้คะแนน แต่จะเป็นการตรวจประเมินเพื่อให้ใบรับรอง (Certification) ซึ่งถึงแม้ว่า 2 องค์กรที่รับการตรวจประเมินจะมีผลการดำเนินการที่แตกต่างกันมากเพียงใด แต่หากผลประเมินผ่าน Minimum Requirement ของข้อกำหนด ทั้ง 2 องค์กรก็จะได้ใบรับรองเช่นเดียวกัน

2.       การเขียนรายงาน SEPA ไม่ได้ถูกจำกัดจำนวนหน้าอย่างชัดเจนมากนัก การเขียนรายงานจะแยกตามมิติการประเมิน ADLI (Approach, Deploy, Learning, Integration) ที่จะต้องแจกแจงรายละเอียดในแต่ละมิติ เพื่อให้รัฐวิสาหกิจสามารถทำความเข้าใจกับระบบบริหารจัดการของตนเองได้ง่ายขึ้น ผู้ตรวจประเมินจากภายนอกจะสามารถใช้เป็นข้อมูลที่จะเข้ามาสัมภาษณ์และสอบถามในรายละเอียดได้มากขึ้น แต่การเขียนรายงาน TQA จำกัดจำนวนหน้าอยู่ที่ 100 หน้า โดยจะต้องเขียนอธิบายให้ผู้ตรวจประเมินเห็นระบบบริหารจัดการตามมิติการประเมิน ADLI เช่นกัน เทคนิคและวิธีการเขียนจึงย่อมมีความแตกต่างกันไป ไม่สามารถเอามาเปรียบเทียบกันว่าการเขียนแบบใดดีกว่ากัน ส่วนการตรวจประเมินตามมาตรฐาน ISO องค์กรไม่ต้องเขียนรายงานขึ้นใหม่เพื่อส่งให้ผู้ตรวจ โดยผู้ตรวจจะใช้เอกสารมาตรฐานการทำงานของแต่ละองค์กรในการตรวจประเมิน

3.       ผู้ตรวจประเมิน SEPA จะดูตัววัดที่อาจจะย่อยกว่าผลลัพธ์ที่แสดงในหมวด 7 เนื่องจากการจัดทำรายงานผลลัพธ์หมวด 7 ของแต่ละรัฐวิสาหกิจยังไม่ได้ทำได้สมบูรณ์เหมือนการเขียนรายงานของ TQA ยังไม่ได้ครบตามมิติ LeTCI (Level, Trend, Comparison, Integration) การดูรายงานหมวด 7 เพียงอย่างเดียว จึงไม่สามารถที่จะสะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิผลของกระบวนการได้อย่างชัดเจนและอาจไม่เป็นธรรมแก่รัฐวิสาหกิจ ผู้ตรวจประเมินของระบบ SEPA จึงต้องลงรายละเอียดของกระบวนการและถามหาตัววัดประสิทธิผลมากขึ้น ซึ่งบางครั้งไม่สามารถหาตัววัดที่เป็นผลลัพธ์สุดท้ายมาแสดงได้ ผู้ตรวจก็จะถามหาตัววัดในกระบวนการ เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่ามีกระบวนการที่เป็นระบบและมีประสิทธิผล และทำให้มีข้อมูลจริงที่สำคัญที่จะนำไปสู่การประเมินและปรับปรุงกระบวนการ ส่งผลให้การปรับปรุงต่างๆ เป็นการปรับปรุงที่เป็นประโยชน์ เหมาะสมและมีนัยสำคัญต่อองค์กร

4.       ผู้ตรวจประเมิน SEPA จะดูการพัฒนาของรัฐวิสาหกิจในแต่ละปี ซึ่งหากจะดูที่ผลลัพธ์หมวด 7 เพียงอย่างเดียวว่ามีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นอย่างไร ก็อาจจะยังไม่เพียงพอ อันเนื่องจากข้อจำกัดของการทำรายงานหมวด 7 ของรัฐวิสาหกิจดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ดังนั้นในการตรวจประเมิน ผู้ตรวจก็จะมีคำถามเพื่อหาสิ่งที่ได้ปรับปรุงเพิ่มเติมจากปีที่ผ่านมา ดูการพัฒนาของกระบวนการ และดูที่มาที่ไปของการปรับปรุง ซึ่งก็คือดูว่ารัฐวิสาหกิจประเมินกระบวนการอย่างไรจึงนำไปสู่การปรับปรุงดังที่ได้ระบุไว้ ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าทุกปีรัฐวิสาหกิจจะต้องพยายามหาประเด็นที่จะปรับปรุงให้เห็นอยู่โดยตลอด แต่รัฐวิสาหกิจต้องแสดงให้เห็นถึงการประเมินกระบวนการว่ายังคงมีความเหมาะสมหรือมีประสิทธิผลเพียงพอหรือไม่อย่างเป็นระบบเพื่อนำไปสู่การปรับปรุงหรือไม่ปรับปรุงในประเด็นนั้นๆ

 

ผู้เขียนบทความ ดร.สุทธิ สินทอง

 

14/06/2016
Posted By: Administrator
ส่งให้เพื่อน สั่งพิมพ์